SAMARITAN
รีวิวหนัง,  รีวิวหนังใหม่

Fowthefilm รีวิวหนังใหม่

รีวิว Samaritan หนังเป็นผลงานการกำกับของ จูเลียส เอเวอรี (Julius Avery) ที่เคยมีผลงานโดดเด่นแบบโหดเข้มในหนังซอมบี้นาซีเรื่อง ‘ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด’ (2018) ซึ่งแม้จะไม่ได้ขึ้นหิ้งแต่ก็น่าจับตามองให้ติดตามผลงานต่อไม่น้อย ยิ่งเรื่องนี้ได้มือเขียนบทอย่าง (Bragi F. Schut) ที่เคยมี “Performance” สร้างสรรค์อย่าง ‘กักห้อง เกมโหด’ ทั้ง 2 ภาค รวมถึงทีวีซีรีส์แฟรนไชส์ ‘Ninjago’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นมือเขียนบทที่มีความคิดที่แปลกใหม่ชวนน่าติดตาม ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียวในการจับคู่กันครั้งนี้

หนังได้ทำเนินเรื่องผ่านการใช้ชีวิตของเด็กชายที่ชื่อ แซม นำแสดงโดยเจ้าหนู เจวอน ‘วอนนา’ วอลตัน (Javon ‘Wanna’ Walton) จาก ‘The Umbrella Academy’ ซึ่งเขาชื่นชอบในเรื่องเล่าของสองพี่น้องยอดมนุษย์ฝาแฝดนาม ซามาริทัน และ เนเมซิส จนนำไปสู่การแอบเฝ้าติดตามคนเก็บขยะชรานามว่า โจ ที่น่าสงสัยว่าคือซามาริทันในอดีต

หนังปูปูมหลังเรื่องซูเปอร์ฮีโรนี้ให้เราแต่ต้นผ่านบทเล่าคล้าย “novel” ในสายตาของ แซม ซึ่งดีตรงเราเข้าใจตีรูปแบบตัวละครให้ได้มิติใหม่ๆ ได้เร็ว ทั้งปมดราม่าว่าพวกเขาในวัยเด็กเคยถูกรังเกียจจากผู้คนเพราะพลังที่มากกว่าคนทั่วไป จนนำมาซึ่งการลุกฮือบังคับให้ออกไปจากที่อยู่เดิมและจบด้วยความตายของพ่อกับแม่ของพวกเขาในเหตุเพลิงไหม้ ทำให้เนเมซิสเลือกทางที่จะล้างแค้นผู้คนและต้องปะทะกับซามาริทันที่เลือกทางช่วยเหลือผู้คน เหมือนสีขาวกับสีดำ จนเนเมซิสได้สร้างอาวุธแห่งความแค้นขึ้นมาเป็นค้อนที่สามารถฆ่า (samari) ทันได้ นำมาสู่บทสรุปแสนเศร้าที่เนเมซิสตาย ส่วนซามาริทันก็เสียใจและหายตัวไปนับแต่นั้น

การเอาเด็กมาจับคู่กับฮีโรที่ปล้นเกษียณตัวเองที่อดีตมีปมและปัจจุบันไม่อยากยุ่งเรื่องของใครอีกแล้ว อาจไม่ใช่พล็อตใหม่มาก นึกไว ๆ ก็อาจคาดหวังไปหนังดราม่าเข้ม ๆ แบบ ‘Logan’ (2017) หรือถ้าไปทางหนังครอบครัวก็มีอีกหลายเรื่องเลยที่พอเทียบได้โดยแผลงไปทางสัตว์ประหลาดบ้าง มนุษย์ต่างดาวบ้าง ซึ่งชูตกับเอเวอรีก็รู้ดีพวกเขามีทางเลือกการสื่อสารมากมาย ให้เป็นหนังดราม่าว่าด้วยเรื่องคนแก่ผ่านมุมมองของโจก็ได้ ให้ไปทางหนังแฟนตาซีติดตลกผ่านสายตาแซมก็ได้ หรือจะไปทางหนังซูเปอร์ฮีโรสมัยนิยมระเบิดเถิดเทิงหรือธริลเลอร์เข้มข้นชวนตั้งคำถามก็ได้ แต่สิ่งที่ผู้สร้างเรื่องนั้นน่าสนใจทีเดียว

พวกเขามีธีมที่อยากนำเสนออยู่ในเรื่องของอะไรคือสีขาวหรือสีดำ ทุกคนต่างมีข้อพิสูจน์ให้เห็นจริงในการกระทำและต้องยอมรับผลที่ตามมา มนุษย์ล้วนเทาและไม่ได้ยึดถือเฉดใดเฉดหนึ่งไว้กับตัวตลอดชีวิต ในห้วงเวลาหนึ่งเขาอาจเทาเข้มในช่วงหนึ่งเขาอาจเทาอ่อนมาก ๆ และเมื่อหนังมีธีมเช่นนี้มันจึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเน้นดารานักบู๊ที่ดู (Drama) ได้และมีความเก๋าให้คนยำเกรงพอตัวอย่างสตอลโลน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบารมีของป๋าแกยังทำงานได้ดีสายตาเศร้า ๆ นิ่ง ๆ แต่น่าเกรงขามยังแผ่ออกมาจากการแสดงของแกได้ดี เมื่อเข้าคู่กับดาราเด็กที่มาแนวซนดื้อแต่ยังพอน่ารักก็ทำให้หนังมี ‘Chemical’ ที่ดีได้ ในแนวหนังดราม่าผสมแนวครอบครัวนิด ๆ

และแม้ทีมสร้างจะใช้แรงบันดาลใจจากหนังฮีโรไม่สวมเกราะอย่าง ‘Unbreakable’ (2000) แต่มันก็มีฐานที่ต่างกันที่เรื่องนั้นเอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) ค่อย ๆ ชวนให้คนดูอยากรู้และเกิดข้อสงสัยเต็มไปด้วยกลิ่นแบบ ‘comic’ ผสมธริลเลอร์ แต่ในเรื่องนี้ทุกอย่างมันกระจ่างพอควร ทำให้ผู้สร้างเองก็ต้องหาอะไรมาดึงความสนใจเพิ่มเติมซึ่งมันยังไม่ดีพอ

ดูจากจุดแข็งของหนัง จริงแล้วมันควรขายหน้าหนังว่าจะเล่น (Drama) และต้องการขายความเชยโดยตั้งใจเพื่อชูช่วงเวลาที่ทอดยาวและเน้นไปที่ธีมความขัดแย้งเชิงความคิดเรื่องดีชั่วผ่านตัวพระเอกและตัวร้าย อาจจะเล่าผ่านสายตาเด็กเพื่อให้หนังดูเบาๆลงหน่อย แต่ที่มันพลาดคือหน้าหนังมันเอาแน่นอนไม่ได้แบบเหยียมแคมเรือฝั่งซูเปอร์ฮีโรแบบตลาดนิยมด้วยฉากระเบิดตึกเผาเมืองไว้ด้วยนั่นเอง